
ผู้ต้องสงสัยเป็นแกนนำก่อเหตุจลาจลเรือนจำปัตตานีเสียชีวิต เรือนจำเผยกำลังตั้งกรรมการสอบ
ด้าน “อังคณา นีละไพจิตร” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เปิดเผยความจริงต่อสาธารณะพร้อมสอบสวนอย่างอิสระ ตั้งคำถามเหตุใดไม่นำตัวส่งโรงพยาบาลหรือดูแลรักษาหากรู้ว่าบาดเจ็บตั้งแต่คืนเกิดเหตุ
เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสงขลายอมรับกับบีบีซีไทยถึงข่าวที่ระบุว่า หนึ่งในผู้ต้องขังที่นำตัวไปจากเรือนจำปัตตานีเพราะต้องสงสัยว่าเป็นแกนนำการก่อเหตุประท้วงที่เรือนจำปัตตานีเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อวันที่ 20 ก.ค. และญาติได้ไปรับศพกลับบ้านไปแล้วเรียบร้อยในวันเดียวกัน สำหรับสาเหตุนั้นเจ้าหน้าที่บอกแต่เพียงว่า สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่มีปฏิบัติการยุติการจลาจลในเรือนจำกลางดึกของคืนเกิดเหตุ เมื่อถามว่าเรือนจำมีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไร ได้รับคำตอบว่า เรือนจำกำลังตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน
ด้านนางอังคณา กรรมการกสม.กล่าวว่า เรื่องนักโทษที่ต้องสงสัยมีบทบาทในการก่อเหตุเสียชีวิตในเรือนจำนี้เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ควรจะให้ความกระจ่างกับสาธารณะทันที โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวออกมาว่า สาเหตุสืบเนื่องจากการสลายการประท้วง เพราะแสดงให้เห็นว่า นักโทษรายดังกล่าวน่าจะบาดเจ็บในวันเกิดเหตุ และมีคำถามว่า เรือนจำได้ดูแลรักษาพยาบาลอย่างไร นำตัวส่งโรงพยาบาลหรือไม่
นางอังคณาระบุว่า ที่ผ่านมาตนพยายามขอเข้าเยี่ยมที่เรือนจำปัตตานีอย่างน้อยสองครั้งตั้งแต่เกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต
นางอังคณายังได้โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจส่วนตัวระบุว่า ตนได้ทราบข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า 1 ใน 2 แกนนำที่คาดว่าเป็นผู้ก่อจลาจลเผาเรือนจำปัตตานีที่ย้ายไปอยู่เรือนจำกลางสงขลาได้เสียชีวิตลง และว่า “ เรื่องนี้ราชทัณฑ์ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน หากมีการเสียชีวิตจริง เพราะที่ผ่านมาราชทัณฑ์ยืนยันไม่มีเจ็บเพิ่ม ตายเพิ่ม” พร้อมใส่แฮชแทค #RightToLIVE
ข้อความในเพจของนางอังคณากล่าวถึงข้อกำหนดแมนเดลาโดยอธิบายว่า คือมาตรฐานต่ำสุดในการดูแลผู้ต้องขังในกรณีเกิดการเจ็บป่วยหรือเหตุฉุกเฉิน โดยบอกว่าเป็นการนำมาโพสต์เพื่อเตือนความทรงจำเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่า ข้อกำหนดหนึ่งในนั้นระบุไว้ว่า ในกรณีฉุกเฉินต้องให้ผู้ต้องขังทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาล หากต้องการการรักษาเฉพาะทางต้องได้รับการส่งตัวไปยังหน่วยงานที่เชี่ยวชาญหรือโรงพยาบาลพลเรือน หากเรือนจำมีโรงพยาบาลของตนเอง โรงพยาบาลก็ต้องมีบุคลากรและอุปกรณ์การแพทย์ที่เพียงพอและมีศักยภาพในการรักษาอย่างเหมาะสม นอกจากนั้น ข้อกำหนดแมนเดลายังระบุว่า ไม่ว่าจะมีการสอบสวนเป็นการภายในหรือไม่ ผู้บัญชาการเรือนจำจะต้องรายงานข้อมูลโดยเร็วต่อศาลหรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่เป็นอิสระจากเรือนจำ หากมีผู้เสียชีวิต สูญหายหรือบาดเจ็บในระหว่างการควบคุมตัว และต้องมีการสอบสวนทันทีอย่างไม่ลำเอียงเพื่อให้ทราบถึงพฤติการณ์และสาเหตุ
ในการแถลงข่าวที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระบุชื่อผู้ที่เป็นแกนนำการก่อเหตุจลาจลซึ่งมีสองคน คือนายแวอุสมาน แวสาเมาะ และนายอัสวี ดอเลาะ โดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่าทั้งสองคนเคยก่อเหตุวุ่นวายในเรือนจำสงขลามาแล้วเมื่อปี 2558 ก่อนจะถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำนราธิวาสแล้วไปคุมขังต่อที่เรือนจำปัตตานี นอกจากบุคคลทั้งสอง ยังมีผู้ต้องขังอีกกว่า 300 คนที่ถูกเคลื่อนย้ายออกจากเรือนจำปัตตานีในคืนวันเกิดเหตุ ส่วนเหตุจลาจลดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และทางเจ้าหน้าที่เรือนจำได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนเหตุการณ์ด้วยแต่ยังไม่มีรายละเอียดออกมา
ในภาพ ประชาชนจำนวนหนึ่งไปรอเยี่ยมญาติที่เป็นผู้ต้องขังที่เรือนจำปัตตานีหลังจากที่เกิดเหตุก่อจลาจล
#จลาจลเรือนจำปัตตานี
ด้าน “อังคณา นีละไพจิตร” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เปิดเผยความจริงต่อสาธารณะพร้อมสอบสวนอย่างอิสระ ตั้งคำถามเหตุใดไม่นำตัวส่งโรงพยาบาลหรือดูแลรักษาหากรู้ว่าบาดเจ็บตั้งแต่คืนเกิดเหตุ
เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสงขลายอมรับกับบีบีซีไทยถึงข่าวที่ระบุว่า หนึ่งในผู้ต้องขังที่นำตัวไปจากเรือนจำปัตตานีเพราะต้องสงสัยว่าเป็นแกนนำการก่อเหตุประท้วงที่เรือนจำปัตตานีเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อวันที่ 20 ก.ค. และญาติได้ไปรับศพกลับบ้านไปแล้วเรียบร้อยในวันเดียวกัน สำหรับสาเหตุนั้นเจ้าหน้าที่บอกแต่เพียงว่า สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่มีปฏิบัติการยุติการจลาจลในเรือนจำกลางดึกของคืนเกิดเหตุ เมื่อถามว่าเรือนจำมีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไร ได้รับคำตอบว่า เรือนจำกำลังตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน
ด้านนางอังคณา กรรมการกสม.กล่าวว่า เรื่องนักโทษที่ต้องสงสัยมีบทบาทในการก่อเหตุเสียชีวิตในเรือนจำนี้เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ควรจะให้ความกระจ่างกับสาธารณะทันที โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวออกมาว่า สาเหตุสืบเนื่องจากการสลายการประท้วง เพราะแสดงให้เห็นว่า นักโทษรายดังกล่าวน่าจะบาดเจ็บในวันเกิดเหตุ และมีคำถามว่า เรือนจำได้ดูแลรักษาพยาบาลอย่างไร นำตัวส่งโรงพยาบาลหรือไม่
นางอังคณาระบุว่า ที่ผ่านมาตนพยายามขอเข้าเยี่ยมที่เรือนจำปัตตานีอย่างน้อยสองครั้งตั้งแต่เกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต
นางอังคณายังได้โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจส่วนตัวระบุว่า ตนได้ทราบข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า 1 ใน 2 แกนนำที่คาดว่าเป็นผู้ก่อจลาจลเผาเรือนจำปัตตานีที่ย้ายไปอยู่เรือนจำกลางสงขลาได้เสียชีวิตลง และว่า “ เรื่องนี้ราชทัณฑ์ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน หากมีการเสียชีวิตจริง เพราะที่ผ่านมาราชทัณฑ์ยืนยันไม่มีเจ็บเพิ่ม ตายเพิ่ม” พร้อมใส่แฮชแทค #RightToLIVE
ข้อความในเพจของนางอังคณากล่าวถึงข้อกำหนดแมนเดลาโดยอธิบายว่า คือมาตรฐานต่ำสุดในการดูแลผู้ต้องขังในกรณีเกิดการเจ็บป่วยหรือเหตุฉุกเฉิน โดยบอกว่าเป็นการนำมาโพสต์เพื่อเตือนความทรงจำเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่า ข้อกำหนดหนึ่งในนั้นระบุไว้ว่า ในกรณีฉุกเฉินต้องให้ผู้ต้องขังทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาล หากต้องการการรักษาเฉพาะทางต้องได้รับการส่งตัวไปยังหน่วยงานที่เชี่ยวชาญหรือโรงพยาบาลพลเรือน หากเรือนจำมีโรงพยาบาลของตนเอง โรงพยาบาลก็ต้องมีบุคลากรและอุปกรณ์การแพทย์ที่เพียงพอและมีศักยภาพในการรักษาอย่างเหมาะสม นอกจากนั้น ข้อกำหนดแมนเดลายังระบุว่า ไม่ว่าจะมีการสอบสวนเป็นการภายในหรือไม่ ผู้บัญชาการเรือนจำจะต้องรายงานข้อมูลโดยเร็วต่อศาลหรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่เป็นอิสระจากเรือนจำ หากมีผู้เสียชีวิต สูญหายหรือบาดเจ็บในระหว่างการควบคุมตัว และต้องมีการสอบสวนทันทีอย่างไม่ลำเอียงเพื่อให้ทราบถึงพฤติการณ์และสาเหตุ
ในการแถลงข่าวที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระบุชื่อผู้ที่เป็นแกนนำการก่อเหตุจลาจลซึ่งมีสองคน คือนายแวอุสมาน แวสาเมาะ และนายอัสวี ดอเลาะ โดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่าทั้งสองคนเคยก่อเหตุวุ่นวายในเรือนจำสงขลามาแล้วเมื่อปี 2558 ก่อนจะถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำนราธิวาสแล้วไปคุมขังต่อที่เรือนจำปัตตานี นอกจากบุคคลทั้งสอง ยังมีผู้ต้องขังอีกกว่า 300 คนที่ถูกเคลื่อนย้ายออกจากเรือนจำปัตตานีในคืนวันเกิดเหตุ ส่วนเหตุจลาจลดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และทางเจ้าหน้าที่เรือนจำได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนเหตุการณ์ด้วยแต่ยังไม่มีรายละเอียดออกมา
ในภาพ ประชาชนจำนวนหนึ่งไปรอเยี่ยมญาติที่เป็นผู้ต้องขังที่เรือนจำปัตตานีหลังจากที่เกิดเหตุก่อจลาจล
#จลาจลเรือนจำปัตตานี
แสดงความคิดเห็น