โค้งวัดใจ ไม่ได้หมายความเฉพาะประชาธิปัตย์ แน่ละ ถ้ามาร์คประกาศ "ไม่รับ" ก็จะพลิกสถานการณ์และมาร์คสามารถก้าวมาเป็นผู้นำกระแสไม่รับ
แต่ถ้ามาร์คยังใจฝ่อ กระแสไม่รับแม้ยังเป็นเบี้ยล่างแต่ในความเป็นจริงก็มีสิทธิชนะ เพราะหนึ่ง การทำโพลล์ภายในทั้งฝายรัฐฝ่ายการเมือง เมื่อ 3-4 สัปดาห์ทีแล้วออกมา 50-50 ในขณะที่ตอนนั้นชาวบ้านส่วนหนึ่งที่เลือกเพื่อไทยยังเข้าใจว่าต้องรับเพื่อให้ คสช.ไปเร็วๆ กระแสนี้น่าจะเปลี่ยนไปบ้าง ขณะที่การประกาศไม่รับชัดเจนของภาคประชาชน ก็เป็นสิ่งจูงใจให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่ทักษิณ-เสื้อแดงนะ ที่ไม่รับ
สอง คำประกาศของพลเมืองผู้ห่วงใยซึ่งมีทุกสีทุกฝ่ายว่า ถ้าไม่ผ่าน ขอมีส่วนร่วม ไม่ใช่ คสช.ร่างเองตามอำเภอใจ = ชี้ทิศให้เห็นว่าไม่รับแล้วจะเป็นอย่างไร ไม่รับแล้วไม่ใช่ คสช.ทำเฉยเมยได้ ในทางการเมืองจะถูกกดดัน จะต้องหาทางลง หรือไม่ก็หาทางประนีประนอมกับสังคมมากขึ้น
สาม ถ้าคนกลุ่มต่างๆ ที่ไม่พอใจ คสช. ไม่ว่าพระ ครู ข้าราชการ อปท. ไปถึงพ่อค้าแม่ค้า มองเห็นประโยชน์ของการ "ไม่รับ" ว่าทำให้ คสช.ต้องถอยจากอำนาจเร็วขึ้น ต้องลดความแข็งกร้าว ต้องหาทางลง คราวนี้แหละกระแสไม่รับจะไม่ใช่เรื่องเสื้อสีอีกต่อไป
ข้อ 3 นี้แม้ทำยากก็ต้องทำความเข้าใจ
000000
นับถอยหลัง 2 สัปดาห์ถึงวันลงประชามติ ในขณะที่รัฐจูงสื่อกระแสหลักกระพือข่าว “วิชามาร” จับคนส่ง “จดหมายบิดเบือน” (พร้อมจับพ่อแม่เข้าค่ายทหาร) ตีปี๊บความผิดฐานฉีกบัญชีรายชื่อให้เป็นความผิดร้ายแรงระดับชาติ กระทั่งดำเนินคดีเด็ก 8 ขวบ และจับเด็กมัธยมระยองส่งสถานพินิจ (ทั้งๆ ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ประเทศนี้ฉีกรัฐธรรมนูญกันหน้าตาเฉย)
กระแส “ไม่รับ” แม้ยังเป็นเบี้ยล่าง แต่ก็เริ่มซึมลึกและกำลังตีโต้กลับ โดยเฉพาะการแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่เสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่ไม่รับ
จังหวะก้าวสำคัญคือการลงชื่อร่วมกันของกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ซึ่งเรียกร้องให้ประชามติมีเสรี และเรียกร้องว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการร่างใหม่ โดย 117 คนที่ร่วมลงชื่อมีทั้งนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ที่มีบทบาททั้งฝ่ายเหลือง-แดง รวมทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา
แม้ 117 คนไม่ได้บอกว่าไม่รับ แต่ก็มีความเห็นตรงกันว่าถ้าไม่ผ่าน คสช.จะตีมึนเฉยเมยร่างเองตามอำเภอใจอีกไม่ได้แล้ว ต้องหาทางออกร่วมกับสังคม ซึ่งแปลว่าที่ คสช.เชื่อว่าถึงร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็ยังอยู่ได้สบายๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั้น ไม่จริงหรอกครับ แรงกดดันจะมหาศาล เสถียรภาพ ความเชื่อมั่น จะไม่เหมือนเดิม
เพียงแต่ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนกระแสว่า ฝ่ายไม่รับไม่ได้มีเฉพาะเสื้อแดงพรรคเพื่อไทย แต่มีหลากหลาย ก็ทำให้ประชาชนเห็นว่าสังคมไทยยังมีโอกาสคลี่คลายความขัดแย้งได้โดยสันติ
ภาคประชาสังคม NGO ซึ่งมีตั้งแต่คนตรงกลางๆ ไปถึงเคยเป่านกหวีด ประกาศไม่รับกันเยอะแล้ว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ก็แถลงไม่รับ แม้สื่อไม่สนใจ สื่อหันไปโฟกัสที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะแถลงวันจันทร์นี้
แน่ละ นี่คือจุดวัดใจ วัดกึ๋นอภิสิทธิ์ ว่ากล้าๆ ประกาศจุดยืนสูงกว่าเดิมไหม “ร่างรัฐธรรมนูญมีข้อเสียมากกว่าข้อดี ไม่รับคำถามพ่วง” ขั้นต่ำสุด อภิสิทธิ์คงพูดเหมือนเดิม ถ้ากลับไปรับโดนโห่ตาย แต่จะถึงขั้น “ไม่รับ” เลยไหม หรือจะพูดอะไรมากกว่าเดิมซักหน่อยแต่ไม่ถึงกับ “ไม่รับ” เต็มปาก นี่ต้องวัดกึ๋นวัดใจ
ถ้าประกาศ “ไม่รับ” อภิสิทธิ์จะกลายเป็นผู้นำกระแสทันทีนะครับ จะมีอำนาจต่อรองสูง และดึงพรรคกลับมาเป็นความหวังของคนตรงกลางๆ
กระนั้นก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มความหวังไว้กับประชาธิปัตย์ เพราะแม้แทงกั๊กต่อไป กระแสไม่รับก็ยังแผ่ขยาย เมื่อ 3-4 สัปดาห์ก่อนมีการทำโพลล์ภายในหลายฝ่าย ทั้งรัฐทั้งนักการเมือง ผลออกมาคล้ายกัน 50-50 โดยฐานมวลชนเพื่อไทยบางส่วนยังสับสน คิดว่ารับๆ ไปเถอะ จะได้เลือกตั้งเสียที แต่วันนี้คงชัดเจนขึ้นแล้ว ขณะที่การใช้อำนาจปิดกั้น จับกุมคนเห็นต่างด้วยข้อหา “บิดเบือน” พีซทีวีจอดำ กระทั่งยอมเปิดดีเบต ก็ยังตัดรายชื่อ (กลัวเด็กอย่างเพนกวิน) ก็มีผลด้านกลับ
โค้งสุดท้ายที่น่าวิตกสำหรับ คสช.ยังได้แก่ 2 ปีที่ผ่านมา การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จได้สร้างผลกระทบกับคนจำนวนไม่น้อย เช่น พระ (ไม่ตั้งสังฆราชแถมตั้งข้อหา) ครู (ยุบเขตพื้นที่การศึกษาให้ครูขึ้นกับผู้ว่า) อปท. (ปลดระนาว หมดวาระให้ข้าราชการเข้ามานั่ง)
ถ้าคนเหล่านี้วิเคราะห์เป็น เห็นว่า “ไม่รับ” แล้วไม่ใช่คสช.อยู่ยาว ใช้อำนาจอย่างสบายใจ หากอยู่อย่างกดดัน ต้องรีบหาทางลง หรืออย่างน้อยต้องยอมผ่อนคลายรับฟังสังคม กระแสไม่รับ ก็น่ากลัวเชียวนะครับ

source :- FB Atukkit Sawangsuk & http://www.kaohoon.com/online/content/view/43860

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.