Posted: 16 Jan 2019 06:56 AM PST  (อ้างอิงจากอีเมล์ข่าว เว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com)
Submitted on Wed, 2019-01-16 21:56

เลขาฯ กกต. ระบุถ้าเลือกตั้ง 24 มี.ค.สามารถประกาศผลได้ภภายใน 45 วัน พร้อมแจงยิบวิธีการหาเสียง เลือกตั้ง ส.ส.

16 ม.ค. 2562 พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงกรณีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ภาค 2 จะเชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้นำท้องถิ่น ใน 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมการจัดการเลือกตั้ง ว่า ไม่แน่ใจว่า กอ.รมน. ประสานมายัง กกต. หรือไม่ แต่ กกต. ไม่มีอำนาจจะเข้าไปดูตรงนี้ และโดยปกติ กกต. มีหน้าที่จัดอบรมให้ความรู้กับหน่วยงานต่างๆ อยู่แล้ว แต่ลักษณะดังกล่าวจะเป็น การใช้อำนาจหน้าที่จูงใจให้เลือกพรรคใดพรรคหนึ่งหรือไม่ ต้องติดตามต่อไป

เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณากำหนดวันเลือกตั้งว่า ขณะนี้ กกต. ยังรอการประกาศพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.) เลือกตั้ง ซึ่งไม่ทราบว่าจะเป็นวันใด รัฐบาลยังไม่ได้ประสานมา มีเพียงการประสานเรื่องงานพระราชพิธีเท่านั้น ในส่วนของ กกต. ได้พูดคุยกันว่าจะจัดการเลือกตั้งและประกาศผลภายใน 150 วันนับแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ใช้บังคับภายในวันที่ 9 พ.ค. 2562

“ถ้าเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ระยะเวลาการประกาศผลก่อนวันที่ 9 พฤษภภาคม รวมแล้ว 45 วัน เชื่อว่า กกต. สามารถทำได้ แม้ว่าระยะเวลาดังกล่าวค่อนข้างจะบีบและกฎหมายยังกำหนดให้ กกต. ต้องรับฟังความเห็นของผู้ตรวจการเลือกตั้งว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตหรือไม่ด้วย” พ.ต.ท.จรุงวิทย์ กล่าว

เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงการยกร่างคำร้อง 4 รัฐมนตรีถือครองหุ้นสัมปทานรัฐขัดรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งยกร่างคำร้อง อย่างช้าไม่น่าเกินสัปดาห์หน้าจะเสนอให้ประธาน กกต.พิจารณาได้ ส่วนกรณีการตรวจสอบโต๊ะจีนระดมทุนของพรรคพลังประชารัฐ ขณะนี้ยังไม่ครบกำหนดระยะเวลา 30 วันที่ต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายในวันที่ 19 ม.ค. นี้ พรรคจึงยังไม่ได้ส่งรายงานมา

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวต่อถึงกรณีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) และประกาศกกต.จำนวน 9 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับวิธีการรหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการเลือกตั้ง โดยระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เมื่อพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)ให้มีการเลือกตั้งมีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ การออกระเบียบดังกล่าว กกต. คำนึงเรื่องการที่กฎหมายกำหนดให้การหาเสียงของผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งกฎหมายยังกำหนดให้รัฐสนับสนุนการหาเสียงพรรคการเมือง จึงทำให้ กกต. กำหนดค่าใช้จ่ายแบบแบ่งเขตไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และแบบบัญชีรายชื่อไม่เกิน 35 ล้านบาท

“รายละเอียดของวิธีหาเสียงที่น่าสนใจ เรื่องโซเซียลมีเดียที่กำหนดให้ผู้สมัครหาเสียงได้ทั้งในเฟชบุ๊ก ไลน์และแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ โดยคิดเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้สมัครต้องแจ้งต่อ กกต.ก่อนการหาเสียง เพื่อป้องกันพวกอวตาร ที่สวมรอยใช้รูป ใช้ชื่อคนอื่นแอบอ้างโจมตีผู้อื่น ซึ่งประธาน กกต. ให้ความสำคัญประเด็นนี้และจะลงมาดูแลเอง โดยสำนักงาน กกต. จะตั้งวอร์รูมตรวจสอบและทำความตกลงกับเจ้าของเว็บไซต์ เวบเพจ เช่น เฟชบุ๊ก ยูทูบ เมื่อพบการโพสต์ข้อความไม่ถูกต้อง ใส่ร้ายป้ายสีจะประสานให้ผู้โพสต์ลบทิ้ง หากไม่ลบจะประสานให้กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดำเนินการ กรณีเป็นการโพสต์มาจากต่างประเทศจะประสานตัวแทนในประเทศไทยให้ลบ หากเป็นเว็บใต้ดินหาที่มาไม่ได้ก็จะลบเลย แต่จะเตือนไปยังผู้สมัครให้ระวังการกดแชร์ กดไลค์ กองเชียร์ กองแช่งมีเยอะ เพราะถ้าเป็นการกดแชร์หรือไลค์ข้อความใส่ร้าย นอกจากจะผิดอาญาข้อหาหมิ่นประมาทแล้ว ยังผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีโทษใบแดง” เลขาธิการกกต. กล่าว

ส่วนกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะจัดรายการ Good manday ซึ่งอาจมีเนื้อหาช่วยหาเสียงให้บางพรรคการเมือง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ เลี่ยงที่จะตอบโดยอ้างว่า ถ้าเป็นเรื่องของการกระทำว่าผิดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตีความ จะให้ตอบขณะนี้คงไม่ได้ ยกเว้นเป็นคดีขึ้นมา กกต.จะตรวจสอบ

เลขาธิการกกต. กล่าวถึงการติดป้ายประกาศหาเสียงเลือกตั้งว่า ผู้สมัครสามารถจัดทำป้ายขนาด เอ 3 จำนวนไม่เกิน 10 เท่าของหน่วยเลือกตั้งหรือประมาณ 270 ต่อเขตเลือกตั้ง ส่วนป้ายขนาด 130 X 245 ซม.ติดได้ไม่เกิน 2 เท่าของหน่วยเลือกตั้ง หรือ 540 แผ่นต่อเขตเลือกตั้ง ซึ่งป้ายทั้ง 2 แบบจะติดได้ในสถานที่ที่ผอ.กกต.เขตกำหนดเท่านั้น ส่วนแผ่นป้ายหาเสียงขนาด 400 X 750 ซม. ติดได้ที่หน้าที่ทำการพรรคหรือสาขาพรรค เขตเลือกตั้งละ 1 ป้าย

“ขอให้พึงระวังอย่าพิมพ์หรือติดป้ายเกิน อาจถูกคู่แข่งไปแจ้งความได้ เนื่องจากมีโทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 6 เดือนและปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนป้ายติดรถหาเสียงและเวทีหาเสียงจะถูกควบคุมด้วยค่าใช้จ่าย สำหรับเนื้อหาและรูปภาพในป้ายหาเสียง เช่น คำขวัญ นโยบาย รูปของผู้สมัคร กรรมการบริหารพรรค และผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี หัวหน้าและสมาชิกพรรคเท่านั้น ส่วนใบปลิวและวีดิทัศน์ ห้ามโปรย ห้ามวาง ต้องแจกกับมือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าว

เลขาธิการกกต. กล่าวว่า สำหรับผู้ช่วยหาเสียงหรือคนเดินแจกใบปลิว ตามระเบียบให้ผู้สมัครแบบแบ่งเขตมีผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 20 คน พรรคการเมืองละไม่เกิน 10 เท่าของเขตเลือกตั้งที่ส่งผู้สมัคร อนุญาตให้เปลี่ยนได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ใน 3 เพราะผู้ช่วยหาเสียงต้องรับค่าแรง กฎหมายจึงต้องป้องกันการเอาเงินค่าซื้อเสียงไปแบ่งให้ผู้ช่วยหาเสียง และป้องกันคนที่มีทุนมาก มีเงินจ้างผู้ช่วยหาเสียงได้มาก

“ส่วนการหาเสียงทางวิทยุและโทรทัศน์ ผู้สมัครจะดำเนินการเองไม่ได้ กกต.จะจัดสรรเวลาออกอากาศให้พรรคละไม่เกิน 10 นาที นอกจากนี้กฎหมายยังเพิ่มเติมการดีเบตนโยบายหรือประชันนโยบายของพรรคการเมือง โดยจัดเป็นกลุ่มพรรคการเมือง 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นพรรคที่ส่งผู้สมัครตั้งแต่ 300-350 เขต กลุ่มที่ 2 ส่งผู้สมัครตั้งแต่ 200-299 เขตและกลุ่มที่ 3 ส่งผู้สมัครตั้งแต่ 199 เขตลงมา ซึ่งในส่วนของสถาบันการศึกษาหรือองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ สามารถจัดดีเบตได้ แต่ต้องยึดหลักความเท่าเทียมกัน ส่วนกรณีบางพรรคการเมืองมีเครือข่ายเป็นเจ้าของสื่อโทรทัศน์ และอาจให้น้ำหนักการนำเสนอข่าวให้บางพรรค ถ้ามีเรื่องร้องเรียนมา กกต.ต้องไปตรวจสอบ สำหรับเจ้าของสื่อ กฎหมายเขียนห้ามไว้แล้ว การนำเสนอข่าวต้องเท่าเทียมกันทุกพรรคการเมือง ทำข่าวได้ หาเสียงไม่ได้” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าว

เลขาธิการกกต. กล่าวถึงลักษณะต้องห้ามการหาเสียง ห้ามผู้สมัคร ห้ามพรรคการเมืองใช้ผู้ประกอบอาชีพ เจ้าของกิจการวิทยุโทรทัศน์ สื่อมวลชน สื่อโฆษณา เอื้อประโยชน์การหาเสียงให้กับตน เว้นแต่ถ้าบุคคลนั้นเป็นผู้สมัคร สามารถใช้ความรู้ความสามารถทางศิลปะของตนเองหาเสียงได้ แต่ต้องไม่ใช้อุปกรณ์ในการแสดง กรณีการช่วยซองงานบุญ งานบวช หรืองานศพ แม้จะเป็นงานตามประเพณีนิยมหรือเป็นจารีตประเพณีปกติไม่สามารถทำได้ แม้แต่การวางพวงหรีดก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นทรัพย์สินที่ตีเป็นมูลค่าได้ อาจเข้าลักษณะหาเสียงและเป็นพฤติการณ์ที่สุ่มเสี่ยง

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวถึงเรื่องการขอใช้สถานที่ราชการหาเสียงของพรรคการเมืองว่า สามารถทำได้ แต่เจ้าของสถานที่ต้องคำนึงเรื่องความเท่าเทียมกันหรือให้ทุกพรรคสามารถใช้สถานที่ได้อย่างเท่าเทียม และเจ้าของสถานที่ต้องวางตัวเป็นกลาง และมีจิตสำนึกว่าตัวเองเป็นข้าราชการ ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่ใช่ไปเดินช่วยแจกใบปลิวหรือขึ้นเวทีหาเสียง

ที่มาจาก : สำนักข่าวไทย

[full-post]

แสดงความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.